ไพล หรือ ว่านไพล บรรเทาอาการอักเสบและอาการปวด และวิธีทำน้ำมันไพลแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

ไพล หรือ ว่านไพล  (Phlai , Cassumunar ginger , bongal root )
ชื่อวิทยาศาสตร์   Zingiber cassumunar  
ชื่อท้องถิ่น  ปูขมิ้น,ว่านไพล,ไพลเหลือง, ว่านปอบ
          นานมาแล้วเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก สมุนไพรที่คุ้นเคยและอยู่ในวิถีชิวิตคือไพลนี่แหละ ไม่ว่าจะมีอาการเคล็ดขัดยอก  ปวดประจำเดือน ผดผื่นคัน ฯลฯ ปู่ย่าก็จะเตรียมไพลมาปรุงยา ไพลเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเป็นกอ เป็นพืชลงหัว  มีเหง้าใหญ่ เนื้อในสีเหลือง  มีกลิ่นหอม ใบเรียวยาวปลายแหลม ออกดอกรวมกันเป็นช่ออยู่บนก้านช่อดอก  สามารถขยายพันธุ์โดยเหง้าหรือแง่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญของลำต้นใต้ดิน เป็นท่อนพันธุ์ในการปลูก หรือจะใช้เมล็ดก็ได้ ชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง  ปลูกกลางแจ้งต้องการแสงแดด
การเก็บเกี่ยว   ควรเก็บในช่วงที่พืชหยุดการเจริญเติบโต ใบและดอกร่วงหมดหรือเก็บในช่วงต้นฤดูหนาวถึงปลายฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่รากและหัวมีการสะสมปริมาณสาระสำคัญไว้ค่อนข้างสูง  ตอนเก็บใช้วิธีขุดอย่างระมัดระวัง ตัดรากฝอยออก เก็บเหง้าแก่เมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี หลังจากปลูก

ไพล2

ต้น :  เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2-3 เมตร ทรงพุ่มกลม แตกกิ่งจำนวนมากทุกส่วนมียางสีขาวเหมือนน้ำนม กิ่งก้านมีหนามแหลม ปลายหนามมีสีแดง ยาวประมาณ 2 นิ้ว
ใบ :  เดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่กลับ ปลายใบมนหรือเว้าเข้าเล็กน้อย โคนใบกลม ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน
ดอก :  ช่อสั้นๆ ที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีขาวอมชมพู ยาวประมาณ 4-8 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตลอดวัน ออกดอกทั้งปี 
ผลและเมล็ด : เป็นผลเดี่ยวออกรวมกันเป็นช่อ ผลรูปกลมรี มนรี และรูปใข่ ขนาดผลประมาณ 1-1.5 ซม. ผลอ่อนมีสีขาวอมชมพู แล้วจะค่อยๆ เข้มขึ้นเป็นสีแดง กระทั่งสุกจึงกลายเป็นสีดำ เนื้อผลจะกรอบแม้เมื่อสุกแล้ว ภายในตรงกลางผลจะมีเมล็ดแทรกรวมกันอยู่ 4-6 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างแบน มีเปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาล

สรรพคุณและการนำไปใช้    

  1. ช่วยรักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง  ให้นำหัวไพลมาฝนแล้วทาบริเวณที่มีอาการ หรือจะใช้เหง้าสด 1 แห่ง  นำมาฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วต้มรวมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ หรือนำมาตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยห่อประคบแล้วอังไอน้ำให้ความร้อนก่อนนำมาใช้ประคบบริเวณที่มีอาการฟกช้ำบวมและปวดเมื่อย  เวลาเช้า-เย็น  ถ้าเอาแบบเร่งด่วน ก็ฝนผสมกับน้ำทา วันละ 2-3 ครั้ง
  2. ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องขึ้นท้องเดิน ช่วยขับลมในลำไส้ให้ใช้เหง้านำมาบดเป็นผงแล้วชงกับน้ำร้อนและผสมเกลือเล็กน้อย รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา  
  3. ช่วยแก้อาการปวดท้อง ท้องเสีย แก้บิด บิดเป็นมูกเลือด ให้ใช้เหง้าสด 4-5 แว่นนำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ  เติมเกลือครึ่งช้อนชา  แล้วนำมารับประทานหรือจะฝานกับน้ำปูนใสรับประทานก็ได้
  4. ช่วยแก้ผดผื่นคัน ใช้เหง้ามาบดทำเป็นผงผสมกับน้ำหรือจะใช้เหง้าสดนำมาล้างให้สะอาดแล้วทาบริเวณที่มีอาการ
  5. ใช้เป็นยาสมานแผล ใช้เหง้าสด 1 แง่ นำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเกลือและการบูรอย่างละครึ่งช้อนชา  แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนองวันละ 1 ครั้ง
  6. ช่วยรักษาอาการหอบหืด ใช้เหง้า 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี  อย่างละ 2 ส่วน  กานพลู  พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน  บดผสมรวมกันใช้ผงยา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือจะผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2  ลูกกลอน รับประทานติดต่อกันจนกว่าจะอาการดีขึ้น
  7. ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น และเป็นยาช่วยสมานแผล ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากไพลมีน้ำมันหอมระเหย
  8. ช่วยขับระดูหรือประจำเดือนของสตรี และหลังคลอดบุตร ใช้ต้มน้ำอาบ
วิธีปรุงและวิธีใช้
     1. ส่วนประกอบน้ำมันไพล ไพลสดล้างแล้วปอกเปลือกหั่นแว่นบางๆ (200กรัม),ดอกกานพลูแห้ง ตำละเอียด (1.5กรัม) ,ขมิ้นชันสดไม่ปอก              เปลือก ล้างแล้วฝานเป็นแผ่นบางๆ(50กรัม) ,การบูร ต้องมีฝาปิดไว้ก่อนปรุง(0.5กรัม) ,น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม 100กรัม (หรือจะ              ใช้ทั้ง2ชนิดสัดส่วนอย่างละครึ่ง)
        วิธีทำ   เทน้ำมันมะพร้าวพร้อมกับน้ำมันพืช ตั้งไฟให้ร้อนแล้วเทไพลกับขมิ้นชันลงไปทอด ค่อยๆทอดอย่างใจเย็นไฟอ่อนๆ ประมาณ 20-25         นาที สังเกตสมุนไพรเริ่มเกรียมไพลจะมีสีน้ำตาลเข้มใช้ได้ ตักขึ้นพักไว้ในกระชอน สารจากสมุนไพรจะออกมาน้ำจะมีสีเหลืองๆ  แล้วให้นำ           กานพลูลงไปทอดด้วยไฟอ่อนสุด  ประมาณ 3-5 นาที  ปิดแก๊ส ตักกานพลูออก หลังกรองด้วยผ้าขาวบางแล้วรอให้พออุ่นให้ใส่การบูรลงไป         ห้ามใส่ตอนร้อนเพราะกลิ่นจะหาย แล้วคนๆให้การบูรละลาย รอจนกว่าน้ำสมุนไพรเย็นจึงนำไปบรรจุลงขวด  เก็บไว้ใช้นานๆใช้ทาถูเวลา               เคล็ดขัดยอก
         หมายเหตุ   การทอดเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน จะใช้วิธีทอดเพื่อให้น้ำมันในสมุนไพรออกมา ซึ่งก็มีผลวิจัยรับรองว่าการทอดจะทำให้โมเลกุล          ที่อยู่ในเหง้าไพลออกมาได้เยอะมากกว่าซึ่งโมเลกุลตัวนี้มีฤทธิ์ในการบรรเทาปวดและแก้อาการอักเสบ และกานพลูขณะทอดจะไม่ทิ้งไว้              นานเพราะจะทำให้น้ำมันหอมละเหยในกานพลูจะหมดไปและกานพลูจะช่วยทำให้ชาช่วยลดประสิทธิภาพในอาการอักเสบและอาการปวด
  1. ลูกประคบ ตำไพลพอหยาบผสมการบูรสัดส่วน 1ใน 3 ของไพล เอาผ้าห่อทำเป็นลูกประคบ เวลาใช้ก็นำหม้อหรือปิ๊ปแล้วใช้เชือกมัดผ้ากับปากหม้อหรือปิ๊บหรือกระป๋องตั้งบนเตาไฟให้เดือด แล้ววางลูกประคบบนผ้าให้ร้อนทั่วๆ แต่อย่าให้ร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายกับผิวได้ นำมาประคบประมาณ 15-20 นาที
  2. ฝานเป็นแว่น โดยวิธีการอบให้แห้งหรือตากแดดให้แห้ง ตากที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส
ข้อควรระวัง
  • ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และไม่ควรรับประทานไพลสดที่ยังไม่สกัดสารที่เป็นพิษต่อตับออกก่อน
  • ห้ามใช้ในเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์และสตรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตรห้ามรับประทาน  
  • ห้ามทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของไพลใกล้ขอบตา หรือเนื้อเยื่ออ่อน และบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผล
ข้อมูลจาก   สำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล,มูลนิธิหมอชาวบ้าน,ฐานข้อมูลสมุนไพรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  
เรียบเรียงข้อมูลโดย  www.herbaltreatmentguru.com

ไหน หรือ พลัม (Plum)

ไหน หรือ พลัม  (Plum)

ชื่อวิทยาศาสตร์   Prunus domestica L. จัดอยู่ในวงศ์  ROSACEAE ในตระกูลพรุน เช่นเดียวกับลูกท้อ บ๊วย เชอรี่ อัลมอนด์ และนางพญาเสือโคร่ง และมีถิ่นกำเนิดจากบริเวณคอเคซัสในเอเชียตะวันตก

ชื่อท้องถิ่น  เชอรี่ดอย ลูกไหนคือชื่อที่คนทั่วไปเรียก บางแห่งเรียกลูกพรุน(ลูกพลัมตากแห้ง) บางแห่งเรียกลูกพลัม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  

ต้น :  พลัมเป็นผลไม้ยืนต้น  มีลักษณะทรงต้นค่อนข้างเล็กเช่นเดียวกับต้นพืช  การปลูกในประเทศไทยต้องปลูกในที่ที่มีความหนาวเย็น และพื้นที่ที่จะปลูกจะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป

ใบ :  ปลายและโคนใบแหลม แผ่นใบสีเขียว ขอบใบเป็นจักคล้ายฟันเลื่อยแบบถี่ๆ

ดอกพลัม : ดอกมีขนาดเล็กและมีสีขาว  ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ปกติแล้วจะผสมตัวเองไม่ได้  แต่จะต้องผสมข้ามสายพันธ์และเฉพาะเจาะจงพันธุ์เท่านั้น และจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รับความหนาวเพียงพอ  

ผลและเมล็ด : ผลมีความหลากหลายทั้งในเรื่องของขนาด  สีของผล  และเนื้อของผล  ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่เพาะปลูก  บางพันธุ์ผลอาจมีร่องยาวด้านข้าง  เมื่อผลโตเต็มที่จะมีสีขาวปกคลุมอยู่ ซึ่งเรียกว่า Wax bloom เนี้อมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว ด้านในผลมีเมล็ดแข็งอยู่ 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์    ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด , กิ่งปักชำ , เสียบยอด

ma-moung-hwow2

ประโยชน์ของลูกไหน   แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกพลัมชนิดที่ใช้รับประทานกันแบบสดๆ (ลูกพรุนสด) เหมือนผลไม้ทั่วไป ได้แก่ พันธุ์กัลฟ์โกล พันธุ์กัลฟ์รูบี้  พันธุ์เหลืองบ้านหลวง  และพันธุ์แดงบ้านหลวง ส่วนกลุ่ม2 คือ พลัมสำหรับแปรรูป เช่น การนำมาทำเป็นแยมพลัม น้ำลูกพลัม นำมาดอง  หรือนำมาแช่อิ่ม คือพันธุ์จูหลี่ หรือจะนำไปตากอบแห้งก็ได้

  1. ป้องกันริ้วรอยก่อนวัย เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นวิตามินซี มีส่วนช่วยป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ในร่างกายและช่วยส่งเสริมการผลิตของคาร์นิทีน,นอร์เอพิเนฟริน และคอลลาเจน ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณยังคงอ่อนวัยและไร้ริ้วรอย
  2. ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ชะลอความแก่ เสริมสร้างกระดูก บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา บำรุงการไหลเวียนโลหิต
  3. บำรุงสมองและความจำ กินลูกไหนอบแห้งวันละ 4-5ชิ้น จะช่วยให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้น  เนื่องจากสารเหล่านี้จะช่วยต่อต้านการถกทำลายของเซลล์สมองอันเนื่องมาจากสารอนุมูลอิสระ
  4. เสริมสร้างกระดูกในหญิงวัยหมดประจำเดือนให้แข็งแรง ในลูกไหนอบแห้งจะมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อกระดูกในบริเวณกระดูกสันหลังและต้นแขน จึงมีส่วนช่วยให้อาการของโรคกระดูกพรุนบรรเทาลงได้
  5. บำรุงสายตา ในลูกไหนนอกจากมีวิตามินซีและวิตามินเคแล้ว ยังมีวิตามินเอ(8%ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน) จึงช่วยบำรุงสายตาให้ดีขึ้น แถมยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกเพิ่มขึ้นอีกด้วย
  6. บำรุงสุขภาพของหัวใจ โพแทสเซียมที่อุดมอยู่ในลูกไหนมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย
  7. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นผลไม้ที่มีระดับดัชนีน้ำตาลในระดับที่ต่ำ จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2
  8. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงถึง 1 กรัม จึงมีส่วนช่วยแก้ปัญหาท้องผูกหรือการขับถ่ายลำบากได้ดีนั่นเอง
  9. เป็นสุดยอดผลไม้ลดน้ำหนัก เป็นผลไม้ที่มีสารไฟโตนิวเทรียนท์และแร่ธาตุสารอาหารสูง แต่มีแคลอรี่ต่ำ ถึงแม้มีรสหวาน โดยได้มีการค้นพบว่าการกินลูกไหนอบแห้งนั้นจะช่วยควบคุมความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี ช่วยลดอาการหิวบ่อยๆ

 ข้อควรระวัง

  • คนเป็นโรคหัวใจโตไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะเมื่อรับประทานผลเข้าไปแล้วประมาณ 10 นาที จะทำให้แน่นหน้าอก ควรรับประทานวันละ 1 ผล เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพจนชินก่อน เมื่อไม่มีอาการค่อยเพิ่มปริมาณเป็น 10 ผล รับประทานประมาณ 3 เดือน จะทำให้เลือดไหลเวียนดี
  • หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทานเด็ดขาด
  • ค่อนข้างเป็นอันตรายสำหรับเด็กและไม่แนะนำให้เด็กรับประทาน เนื่องจากมีแร่ธาตุสูงจนเกินไปสำหรับเด็ก และจะไปกระตุ้นระบบขับถ่าย
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ผู้ที่ต้องล้างไตอยู่เป็นประจำ รวมไปถึงผู้ที่มีอาการถ่ายเหลวหรือมีอาการของลำไส้ที่ไม่ปกติห้ามรับประทานลูกพรุนโดยเด็ดขาด

 นอกจากคุณสมบัติที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ปัจจุบันยังเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มคนที่ปลูกไม้ประดับ เพราะผลและดอกที่สวยงาม เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นแค่ไม้ประดับแต่ยังมีคุณสมบัติสรรพคุณทางยาสูง เพราะมีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพรซึ่งมีสรรพคุณหลากหลายช่วยซ่อมแซมร่างกายและช่วยรักษาโรคได้แทบทุกชนิด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้หันมาใช้สมุนไพรจากธรรมชาติบำบัดและบำรุงร่างกายอย่างดีทีเดียว เห็นแบบนี้ต้องรีบหามาปลูกได้แล้ว ผู้รักสุขภาพไม่ควรพลาดค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก   www. medthai.com , มูลนิธิหมอชาวบ้าน  

เรียบเรียงข้อมูลโดย  www.herbaltreatmentguru.com

 

มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Karonda Fruit)

มะม่วงหาวมะนาวโห่  (Karonda  Fruit)

ชื่อวิทยาศาสตร์   Carissa carandas L

ชื่อท้องถิ่น  (ภาคกลาง) มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่  หนามแดง  มะนาวไม่รู้โห่ (ภาคเหนือ) หนามขี้แฮด (ภาคใต้) มะนาวโห่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  

ต้น :  เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2-3 เมตร ทรงพุ่มกลม แตกกิ่งจำนวนมากทุกส่วนมียางสีขาวเหมือนน้ำนม กิ่งก้านมีหนามแหลม ปลายหนามมีสีแดง ยาวประมาณ 2 นิ้ว

ใบ :  เดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่กลับ ปลายใบมนหรือเว้าเข้าเล็กน้อย โคนใบกลม ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอก :  ช่อสั้นๆ ที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีขาวอมชมพู ยาวประมาณ 4-8 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตลอดวัน ออกดอกทั้งปี 

ผลและเมล็ด : เป็นผลเดี่ยวออกรวมกันเป็นช่อ ผลรูปกลมรี มนรี และรูปใข่ ขนาดผลประมาณ 1-1.5 ซม. ผลอ่อนมีสีขาวอมชมพู แล้วจะค่อยๆ เข้มขึ้นเป็นสีแดง กระทั่งสุกจึงกลายเป็นสีดำ เนื้อผลจะกรอบแม้เมื่อสุกแล้ว ภายในตรงกลางผลจะมีเมล็ดแทรกรวมกันอยู่ 4-6 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างแบน มีเปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาล

karonda

การขยายพันธุ์     นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หลังแยกเมล็ดออกจากผลแล้วควรเพาะเมล็ดทันที เพาะไว้ในโรงเรือนช่วงเดือนสิงหาคม และทำการย้ายลงปลูกเมื่อต้นกล้าอายุได้ 1 ปี  เป็นพืชที่ทนต่อสภาพอากาศได้ดี เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่น เจริญเติบโตได้ดีในเขตดินทราย และในดินเกือบทุกชนิดตั้งแต่ดินเค็มไปจนถึงดินเปรี้ยว ต้องการมีการระบายน้ำที่ดี เพราะเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย  ระยะการเก็บเกี่ยวผลของมะม่วงหาวมะนาวโห่ จะเริ่มแก่ตัวเมื่ออายุได้ 100-110 วัน  หลังจากติดผล  ผลจะเริ่มสุกหลังจากผลเริ่มแก่  รวมเวลาประมาณ 120 วันผลจะเริ่มนุ่มและเป็นเป็นสีม่วงเข้ม ควรเก็บไว้ในที่ร่ม สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 1 สัปดาห์ ผลวิจัยระบุว่าเก็บเกี่ยวผลสุกจะให้สารต้านอนุมูลอิสระได้สูงที่สุด

สรรพคุณทางยา    มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นพืชที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี ไบโอฟลาวานอยด์ สารแอนไทไซยานิน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และหากนำผลดิบมาใช้จะทำให้การทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระดีขึ้นกว่าเดิม ป้องกันมะเร็ง  รักษาโรคปอด และถุงลมโป่งพอง  แก้ไอ  แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน  โรคความดันโลหิตสูง ริดสีดวงทวาร ต้านอาการชักและโรคลมชัก ต้านโรคเบาหวาน  (สารสกัดจากมะม่วงหาวมะนาวโห่ทีมีความเข้มข้น 400 มก./กก. สามารถลดน้ำตาลในเลือดลงได้ถึง 48-64.5% ตามลำดับเทียบกับยาต้านเบาหวานในปัจจุบัน) ปกป้องความเป็นพิษต่อตับ ฯลฯ

– ราก  ขับพยาธิ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย

– ใบ แก้ท้องร่วงท้องเดิน แก้เจ็บคอ แก้ไข้  หยอดหูแก้ปวดหัว  

– เปลือก แก้บิด ขับน้ำเหลืองเสีย  แก้ท้องเสีย แก้กามโรค ทำยาอมรักษาแผลในปาก  แก้ปวดฟัน  พอกดับพิษ – ยาง  แก้เลือดออกตามไรฟัน รักษาหูด ขี้กลาก  แผลเนื้องอก  โรคเท้าช้าง  ใช้ทำลายตาปลา  กัดทำลายเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต ยางของลำต้นแก้เลือดออกตามไรฟัน  รักษาหูด รักษาขี้กลาก  แผลเนื้องอก และโรคเท้าช้าง

– ยอดอ่อน รักษาโรคริดสีดวงทวาร

– ผลสุก ฆ่าเชื้อ ขับปัสสาวะ  พอกดับพิษ  แก้โรคลักปิดลักเปิด

– เมล็ด แก้กลากเกลื้อน แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน  แก้โรคผิวหนัง แก้ตาปลา  แก้เนื้องอก  บำรุงไขข้อ บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น  บำรุงกำลัง  บำรุงผิวหนัง 

– น้ำมัน ใช้ฆ่าเชื้อ  ทาถูนวดให้ร้อนแดง ยาชา  รักษาโรคเรื้อน กัดหูด  แก้ตาปลา แก้บาดแผลเน่าเปื่อย 

การนำไปใช้    จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มี 3 รส คือ เปรี้ยว ฝาด หวาน  ผลสุกจะมีรสหวานนุ่มลิ้น แต่ถ้ายังไม่สุกมีรสเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟัน มีธาตุเหล็ก และวิตามินซีสูงมาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะมียางเหนียวๆ ฝาดคอ สำหรับวิธีกินก็นำมาล้างให้สะอาดแล้วรับประทานสดได้เลย

การแปรรูป  นอกจาก ผลที่รับประทานสด  ผลที่สุกแล้วสามารถนำมาทำเป็นน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ และนำไปทำเป็นแยม  น้ำหมักนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เช่น สบู่ แชมพู  และโลชั่น  (วิตามินสูงทำให้ผิวชุ่มชื่นและลดอาการคันศรีษะได้)

 

ข้อควรระวัง

            คนเป็นโรคหัวใจโตไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะเมื่อรับประทานผลเข้าไปแล้วประมาณ 10 นาที จะทำให้แน่นหน้าอก ควรรับประทานวันละ 1 ผล เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพจนชินก่อน เมื่อไม่มีอาการค่อยเพิ่มปริมาณเป็น 10 ผล รับประทานประมาณ 3 เดือน จะทำให้เลือดไหลเวียนดี  และ หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทานเด็ดขาด

 

             นอกจากคุณสมบัติที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ปัจจุบันยังเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มคนที่ปลูกไม้ประดับ เพราะผลและดอกที่สวยงาม เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นแค่ไม้ประดับแต่ยังมีคุณสมบัติสรรพคุณทางยาสูง เพราะมีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพรซึ่งมีสรรพคุณหลากหลายช่วยซ่อมแซมร่างกายและช่วยรักษาโรคได้แทบทุกชนิด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้หันมาใช้สมุนไพรจากธรรมชาติบำบัดและบำรุงร่างกายอย่างดีทีเดียว เห็นแบบนี้ต้องรีบหามาปลูกได้แล้ว ผู้รักสุขภาพไม่ควรพลาดค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก   www. Honestdocs.com , www. liekr.com,มูลนิธิหมอชาวบ้าน  

เรียบเรียงข้อมูลโดย  www.herbaltreatmentguru.com

กระชาย (Finger root) สรรพคุณสมกับที่เป็นราชาแห่งสมุนไพรไทย

กระชาย (Finger root)

ชื่อวิทยาศาสตร์   Boesenbergia rotunda(L.) Mansf.

ชื่อท้องถิ่น  กะแอน  ละแอน (ภาคเหนือ)  ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)  ขิงทราย (อิสาน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์    กระชายเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้  กระชายเป็นไม้ล้มลุก สูงราว 1-2 ศอก  มีลำต้นใต้ดินเรียกเหง้า มีราก ทรงกระบอกปลายแหลมจำนวนมากรวมติดอยู่ที่เหง้าเป็นกระจุก เนื้อในรากละเอียด มีสีเหลือง  มีกลิ่นเฉพาะ  กาบใบสีแดงเรื่อ ใบใหญ่ยาวรีปลายแหลม  ดอกเป็นช่อ  สีขาวอมชมพู 

การขยายพันธุ์     ขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า  กระชายชอบดินร่วนปนทรายไม่ชอบดินแฉะ  ต้องการแค่ปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติ  ฤดูที่เหมาะกับการปลูกคือปลายฤดูแล้ง กระชายเป็นพืชสมุนไพรที่นิยมปลูกตามบ้านเรือนทั่วไป

ส่วนที่นำมาใช้  ในประเทศไทยใช้เหง้าใต้ดินและรากมาปรุงเป็นอาหาร และยา  มีอยู่ 3 ชนิดคือ กระชาย (เหลือง)  กระชายแดง และ กระชายดำ  กระชายดำและกระชายแดงเป็นพืชจำพวก species เดียวกันแต่เป็นพืชต่างชนิดกันและมีฤทธิ์ทางยาต่างกันเล็กน้อยคือกระชายแดงจะมีกาบสีแดงเข้มกว่าระชายเหลือง  ส่วนกระชายดำเป็นพืชวงศ์ขิงเช่นกันแต่อยู่ในตระกูลเปราะหอม และนำไปใช้ประกอบอาหารช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ,ช่วยไล่แมลงโดยใช้ ข่า ตะไคร้ หอมแดง ใบสะเดาแก่ นำมาตำรวมกันผสมกับน้ำฉีดพ่นบริเวณที่มีแมลงรบกวน, ในประเทศจีนมีรายงานการใช้กระชายเป็นยา  ในประเทศเวียดนามใช้กระชายในการปรุงอาหาร 

 www.herbaltreatmentguru.com

คุณประโยชน์มากมายยกมาบางส่วน สรรพคุณสมกับที่เป็นราชาแห่งสมุนไพรไทย

  1. ช่วยบำรุงร่างกายเป็นยาอายุวัฒนะ
  2. ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
  3. กระชายเหลืองสรรพคุณช่วยแก้ลมวิงเวียนแน่นหน้าอก
  4. ช่วยบำรุงกำลัง
  5. ช่วยบำรุงกระดูกช่วยทำให้กระดูกไม่เปราะบาง
  6. ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย
  7. ช่วยบำรุงสมองเพราะช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนกลางได้ดีมากขึ้น
  8. ช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิตในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตเมื่อความดันโลหิตสูง และเมื่อความดันโลหิตต่ำก็จะช่วยทำให้ความดันเพิ่มขึ้นจนเป็นปกติ
  9. ช่วยอาการท้องร่วงท้องเดิน
  10. เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะพิการ
  11. ช่วยบำรุงตับและไตให้แร็งแรง
  12. ช่วยรักษาโรคไต ช่วยทำให้ไตทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  13. ช่วยป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
  14. ช่วยรักษาอาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง (กรณีนี้อาจจะต้องรับประทานร่วมกับเม็ดบัวต้ม)
  15. ช่วยแก้อาการไส้เลื่อนในเพศชาย
  16. ช่วยควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
  17. ช่วยบำรุงมดลูกของสตรีป้องกันไม่ให้มดลูกโต
  18. แก้อาการตกขาว ช่วยขับระดูขาวของสตรี
  19. ช่วยขับน้ำคาวปลาของสตรีหลังคลอดบุตร
  20. ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง

 

วิธีนำไปใช้  1.  หัวเชื้อน้ำกระชายปั่น นำกระชายมาล้างให้สะอาดแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ 10 นาทีเพื่อล้างไข่พยาธิ (กระชาย 1 ขีดต่อน้ำ 3 แก้วปั่น กรองเอาแต่น้ำส่วนกากทิ้งไป อย่าปั่นนานควรปั่นกับน้ำเย็นจะได้ไม่เสียคุณค่าอาหาร นำมากรองด้วยผ้าขาวกับกระชอนแล้วรอให้น้ำตกตะกอนก่อนนำน้ำมาใช้ จะได้น้ำหัวเชื้อน้ำกระชายเก็บใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้เป็นอาทิตย์  เวลารับประทานใช้หัวเชื้อครึ่งแก้ว เติมน้ำต้มสุกครึ่งแก้ว น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ลูก   คนให้เข้ากันแล้วดื่มทันที เวลาเช้า – เย็น      

 

ข้อควรระวังในการนำกระชายไปใช้

  1. หัวเชื้อน้ำกระชายปั่นอย่าดื่มเพียวๆ ควรผสมน้ำผลไม้หรือน้ำต้มสุก น้ำผึ้ง น้ำมะนาว  เพื่อต้องการน้ำตาลไปหมักกับกระชาย
  2. น้ำกระชายมีฤทธิ์ร้อน หากดื่มมากจะทำให้ร้อนใน เริ่มต้นควรทดลองผสมน้ำกระชายประมาณ 100 มิลลิลิตร(ประมาณครึ่งแก้ว) ผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำผลไม้ตามชอบ
  3. หากดื่มติดกัน 3 – 4 วันแล้ว ไม่มีอาการร้อนใน ก็สามารถเพิ่มปริมาณเป็น 150-200 มิลลิลิตร(1 แก้ว) สามารถผสมน้ำใบบัวบกหรือโหรพา โดยที่ไม่ได้ลดประสิทธิภาพของคุณประโยชน์ของน้ำกระชายลดลง

                

ขอบคุณข้อมูลจาก    เพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน , เวบไซต์เทคโนโลยีชาวบ้าน

เรียบเรียงข้อมูลโดย  www.herbaltreatmentguru.com

บอระเพ็ด สมุนไพรที่มีสรรพคุณดีๆอยู่มากมาย ลดไข้ ลดความอ้วน บำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ

บอระเพ็ด 
ชื่อสามัญ   Heart Leaved moonseed
ชื่อวิทยาศาสตร์    Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f.&Thoms.
ชื่อเรียกอื่น       ภาคกลางและสระบุรีเรียกว่าเถาหัวด้วน  ภาคเหนือเรียกว่าหางหนู และจุ่มจะลิง ภาคอีสาน-หนองคายเรียกว่าเจตมูลหนาม และอุดรธานีเรียกว่าเครือกอฮอร์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์      บอระเพ็ด เป็นพืชไม้เลื้อย มีปุ่มรอบๆสีดำ มีรสชาติขม 

Bora phet

                หากพูดถึงสมุนไพรที่แค่ได้ยินชื่อก็ขมแล้ว ก็คือ บอระเพ็ด ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณดีๆอยู่มากมาย  สรุปพอเป็นสังเขปได้ดังนี้
(ใบ)    มีสารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนช่วยในการชะลอวัย  ช่วยให้เจริญอาหาร
(เถาสด)  ทุกส่วน   มีสารลดความดันโลหิต  โลหิตคลั่งในสมอง
(ราก,ต้น)    แก้อาการร้อนใน   สามารถถอนพิษไข้ได้
(เถา,ต้น)    ช่วยดับพิษร้อนในร่างกายช่วยขับเหงื่อ  แก้รำมะนาด
(ต้น,ผล)   แก้โรคกระเพาะอาหาร
(ทุกส่วน)   รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ 
(เถา)          ช่วยขับพยาธิ  ช่วยฆ่าพยาธิในท้อง  ในฟัน  และในหู
(ดอก)        แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
 วิธีแปรรูปมารับประทาน
           1.นำเถาบอระเพ็ดมาหั่นเป็นแว่นๆบางๆแล้วตากแห้ง จากนั้นนำมาบดผสมกับน้ำผึ้ง จากนั้นปั้นเป็นลูกกร  รับประทาวันละ 3-5 เม็ด และอีกวิธีที่ง่ายกว่าก็คือ ใช้บอระเพ็ดที่ตากแห้งแล้วบดใส่แคปซูลทานก่อนอาหารเช้าและเย็น
  1. เพียงใช้เถาแก่สดๆ ตำให้ละเอียดและคั้นใช้แต่น้ำ หรือจะนำไปต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วนค่ะ ต้มไปเรื่อยๆจนเหลือน้ำเพียงแค่ 1 ส่วน ดื่มเพื่อเป็นยาบรรเทาอาการไข้ ลดความร้อนได้  โดยให้ดื่มวันละ 1-2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น 
  2. บอระเพ็ดดองน้ำผึ้ง คัดเลือกเถาบอระเพ็ดที่ไม่แก่จัด นำมาลอกผิวและผ่าเอาใส้ข้างในออก  แล้วนำไปแช่ในน้ำซาวข้าวผสมเกลือป่น  แล้วนำไปลวกในน้ำร้อนเพื่อช่วยลดความขมลง  ล้างด้วยน้ำเย็น  แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ  แล้วให้นำบอระเพ็ดที่ได้ไปเรียงในภาชนะขวดโหล  เทน้ำผึ้งจนท่วมบอระเพ็ด  ดองไว้ 3 เดือน  นำมารับประทานวันละ 1 ช้อนชาชงกับน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ  ดื่มวันละ 3 มื้อ  หรือจะทานวันละ 1-2 ชิ้น  รับประทานก่อนอาหาร ช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนักตัวได้  ถ้ารับประทานหลังอาหารเป็นยาบำรุงกำลัง  เจริญอาหาร  ยาอายุวัฒนะ
                 บอระเพ็ดอาจจะขม ถึงขั้นขมมากเลยละค่ะ แต่อย่างไรก็ตามบอระเพ็ดมีสรรพคุณมี่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมายเลยนะค่ะ อย่างสำนวนไทยที่ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา นั่นเองค่ะ หากคุณอยากจะรักษาอาการไข้ ลดความร้อนในร่างกาย หรืออยากได้ยาอายุวัฒนะที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง ไม่มีอันตรายไม่ตกค้าง อย่าลืมนึกถึงสมุนไพรไทยอย่างบอระเพ็ดนะคะ

  • ขอบคุณข้อมูลจาก YouTube คุณ Rider  หมอยาข้างถนน
 
 
 

จิงจู่ฉ่าย เป็นยาเย็น ช่วยบำรุงปอด บำรุงเลือดลม ปรับสมดุลความดันโลหิต บำรุงปอด ฆ่าเชื้อไวรัส ต้านเซลล์มะเร็ง

ชื่อสามัญ               White Mugwort
ชื่อวิทยาศาสตร์     Artemisia  lactiflora Wall
ชื่อเรียกอื่น             โกศจุฬาลัมพา  , เซเลอรี่
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์     เป็นพืชล้มลุก  กอคล้ายๆ ใบบัวบก  หรือไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 0.5 – 1 ฟุต รากหรือเหง้าใหญ่กระจายกว้าง  แตกกิ่งก้านหนาแน่นแผ่กว้างคลุมดินคล้ายกับต้นบัวบก  ใบรูปรีขอบจักเป็น 5 แฉก  ทรงใบเหมือนใบขึ้นฉ่าย เนื้อใบหนา มีกลิ่นหอม  รสขมเล็กน้อย  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดปลูกขึ้นได้ในดินทั่วไป สามารถปลูกลงดินกลางแจ้งและปลูกลงกระถางตั้งในที่มี  แสงแดดส่องถึงตลอดวัน  โดยสามารถแยกกิ่งที่แก่ หรือรากไปปักชำได้อีกด้วย   นับเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์และเหมาะกับการปลูกไว้ติดบ้านอย่างยิ่ง
                 จิงจูฉ่าย   เป็นผักที่ชาวจีนนิยมปลูกเพื่อนำไปปรุงเป็นอาหารรับประทานกันอย่างแพร่หลาย  ส่วนใหญ่จะเอายอดอ่อน หรือทั้งต้นนำมาทำต้มเลือดหมูกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก  ซึ่งแพทย์จีนเชื่อว่า จิงจูฉ่าย  เป็นยาเย็น (หยิน)  เมื่อกินแล้วจะช่วยแก้ไขได้  บำรุงปอด ฟอกเลือด  ทำให้เลือดไหลเวียนดี  ต้นและใบมีน้ำมันหอมระเหยประกอบด้วย  ไลโมนีน, ซิลีนีน และสารไกลโคไซด์ ชื่อ อะพิอิน มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารลำไส้ เมล็ด มี โซเดียมต่ำจึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต

jingjuchai

สรรพคุณ    จิงจูฉ่าย  มีกลิ่นหอมคล้ายๆ กับตั้งโอ๋   ยิ่งโดนความร้อนจะยิ่งหอม  และยิ่งเพิ่มสรรพคุณมากขึ้น   โดยกลิ่นหอมนั้นมาจาก ต้นและใบมีน้ำหอมระเหย  ประกอบด้วยสารไลโมนีน  (Limonene) ซิลินีน (selinene) และสารกลัยโคไซด์ (glycosides)ชื่อว่าอะปิอิน (apiin)   ซึ่งสารที่กล่าวมานี้มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต   เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดัน  และช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดีด้วย  ส่วน ต้นสดและเมล็ดของ จิงจูฉ่าย  มีโซเดียมต่ำเหมาะกับผู้ป่วยโรคไต  ช่วยบำรุงปอด ช่วยฟอกเลือด  ทำให้เลือดอุ่นและไหลเวียนได้ดี  ขับสารพิษ  ฆ่าเชื้อไวรัส  ต้านเซลล์มะเร็งป้องกันมะเร็งและรักษามะเร็งได้กับบางคนอีกด้วย 
 jingjuchai-1
วิธีรับประทาน  
1.  ใช้ต้นหรือใบพอประมาณ  ปั่นผสมกับน้ำสะอาด 1-2  แก้ว  ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำดื่มวันละแก้วก่อนอาหารหรืออย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังอาหารเพื่อความรวดเร็วในการเข้าถึงเซลล์และป้องกันการปะปนกับสารอื่นๆ ที่จะทำให้ประสิทธิภาพของสมุนไพรลดลง  จะช่วยป้องกันมะเร็งได้  ถึงแม้อาจไม่ 100%  แต่ก็จะให้ร่างกายและการรักษาโรคมะเร็งดีขึ้น
2.  ปรุงเป็นอาหารรับประทาน โดยเฉพาะในหน้าหนาว  ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลให้ร่างกายได้ดี
คุณค่าทางโภชนาการ     จิงจูฉ่าย  100 กรัมให้พลังงาน  392  กิโลแคลอรี  ประกอบด้วยสารอาหารนานาชนิด  คือ โปรตีน  ไขมัน  คาร์โบไฮเดรต  เส้นใย  แคลเซียม  เหล็ก  ฟอสฟอรัส  วิตามินเอ   วิตามินบี6  วิตามินซี  และวิตามินอี
ที่มา   โครงการชาวนาอัจฉริยะ

 

หนานเฉาเหว่ย เป็นยาช่วยลดน้ำตาลในเลือดหรือโรคเบาหวาน โรคเก๊าต์ ลดความดันโลหิตสูง แก้อาการปวดเมื่อยเพราะทำงานหนัก

หนานเฉาเหว่ย

ชื่อเรียกอื่น             หนานเฝยเฉ่า

ถิ่นกำเนิด               ประเทศจีน

การขยายพันธุ์       ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด   ตอนกิ่ง  ปักชำกิ่ง  ขึ้นง่ายมาก

หนานเฉาเหว่ย  มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน  ไม่ทราบที่มาว่าใครเป็นคนนำเข้ามา  ถูกนำมาขยายพันธุ์ในประเทศไทยหลายปีแล้ว    “ใบสดของหนานเฉาเหว่ย”   มีรสขมจัด  แต่เมื่อเคี้ยวและกลืนสักครู่จะมีรสหวานในปากและคอ เป็นพืชล้มลุกมีใบเลี้ยงคู่  เป็นไม้ยืนต้น สูง 6-8 เมตร  เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปรี ปลายแหลมโค้นเกือบมน ใบอ่อนและใบแก่มีรสขมจัด  ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก  มีสีขาว  ส่วนผล ทรงกลม  มีเมล็ดและดอกออกเรื่อยๆ

nhan-chow-weie

ประโยชน์ทางยา 

  1. ใบสดหนานเฉาเหว่ย ตามตำราจีนระบุว่า เป็นยาช่วยลดน้ำตาลในเลือดหรือโรคเบาหวาน โรคเก๊าต์ ลดความดันโลหิตสูง  ให้นำใบสด 5-7 ใบ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร  ต้มด้วยไฟปานกลาง 15-20  นาที   แล้วดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 ถ้วยกาแฟ  หรือครึ่งแก้วน้ำดื่ม   วันละ 2 เวลา  ก่อนอาหารเช้า-เย็น  ประมาณ 1 สัปดาห์  อาการที่เป็นจะดีขึ้น หลังจากนั้นดื่มบ้างหยุดบ้างเพื่อควบคุมอาการไว้ ไม่จำเป็นต้องกินติดต่อกันเป็นประจำ เพราะหากน้ำตาลในเลือดลดมากเกินไปจะมีอาการวูบได้   ไม่แนะนำให้รับประทานต่อเนื่องนานๆ  แต่ควรมีช่วงหยุดพักยาบ้าง   เนื่องจากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในระยะยาว  เช่น กินวันเว้นวัน หรือ  10  วัน  เว้นพัก  3  วัน
  2. รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อ เนื่องจากทำงานหนักหรือยืนเป็นเวลานาน ไม่ใช่เกิดจากกระดูกเสื่อม ให้เอาใบสดของหนานเฉาเหว่ย  1-2 ใบ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วเคี้ยวกินสดๆ วันละ 1-2 ใบ  ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการปวดเมื่อยจะดีขึ้น หลังจากนั้นกินบ้างหยุดบ้างเพื่อควบคุมอาการ  ไม่แนะนำให้รับประทานต่อเนื่องนานๆ เหมือนกันกับอาการแรก
  3. ไม่แนะนำให้ใช้ในรายที่ควบคุมความดัน ควบคุมน้ำตาลได้ดีอยู่แล้ว  หรือเสี่ยงน้ำตาลต่ำ  ความดันต่ำ   หญิงมีครรภ์  และในรายที่ตับไตผิดปกติขึ้นรุนแรง
  4. ไม่แนะนำให้หยุดการรักษาแผนปัจจุบัน เพราะโรคเบาหวานความดัน  ยังต้องอาศัยการตรวจจากแพทย์ และเครื่องมือตรวจเลือด  ถึงโรคแทรกซ้อนต่างๆ

วิธีทำชาหนานเฉาเหว่ย 

  1. นำใบแก่หนานเฉาเหว่ยมาล้างให้สะอาด แล้วหั่นขนาด 1 เซนติเมตร ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
  2. นำไปคั่วและนวดให้นิ่ม
  3. ตากแดดให้แห้ง
  4. เก็บบรรจุในขวดแก้วที่สะอาด เพื่อเก็บไว้นำไปชงเป็นน้ำชาดื่มได้

 

รวบรวมข้อมูลจาก

1.  www.thairath.co.th

  1.  www.jamrat.net

Tags :

หนานเฉาเหว่ย, หนานเฉาเหว่ย อันตรายไหม, หนานเฉาเหว่ย ลดความอ้วน, ต้นหนานเฉาเหว่ย, โทษของใบหนานเฉาเหว่ย, หนานเฉาเหว่ย อันตราย, หนานเฉาเหว่ยอันตรายไหม, อันตรายจากหนานเฉาเหว่ย, หนานเฉาเหว่ย มะเร็ง, เฉาเหว่ย

ฝาง สมุนไพรบำรุงโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

ฝาง

ชื่อวิทยาศาสตร์                     Caesalpinia  sappan L.
ชื่อวงศ์                                    Legumiosae
ชื่ออื่นๆ                                   ฝางส้ม   ฝางเสน   หนามโค้ง   ขวาง  ง้าย
ลักษณะทางพฤษศาสตร์     เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  สูงประมาณ 5 – 13 เมตร  เป็นไม้ผลัดใบไม้พุ่มกึ่งไม้เถา  แก่นและเนื้อไม้แบ่งออกเป็น    ถ้าแก่นและเนื้อไม้มีสีแดงเข้ม  รสขมหวาน เรียกว่า “ฝางเสน” และถ้าแก่นมีสีเหลืองส้ม รสฝาดขื่น จะเรียกว่า “ฝางส้ม”

Fhang-

ใบ    ลักษณะใบประกอบแบบขนนกสองชั้นเรียงสลับกัน   แกนช่อยาว 8-20 มม. ช่อใบย่อย 8-15 คู่ แต่ละช่อใบ มีใบย่อย 5-18 คู่ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ เกลี้ยงหรือมีขนประปรายทั้งสองด้าน  หูใบยาว 3-4 มม.
ผล    เป็นฝักรูปขอบขนาน  แกนรูปใข่กลับ แบนแข็งเป็นจะงอยแหลม มีสีน้ำตาลเข้ม กว้าง 3-4 ซม.  ยาว 5-8.5 ซม.
สรรพคุณ   ตำรายาไทย
เนื้อไม้
  1. เป็นยาขับระดูอย่างแรง แก้ท้องร่วง แก้ธาตุพิการ แก้ร้อนใน แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา แก้โลหิตตกหนัก
  2. เป็นยาขับเสมหะ
  3. เนื้อไม้จะเป็นส่วนผสมหลักในยาหลังคลอดบุตร ผสมกับปูนขาว นำมาบดทาหน้าผากหลังคลอดบุตรช่วยให้เย็นศีรษะ และลดอาการเจ็บปวด
แก่น
       1.  แก่น มีรดฝาด เค็ม ชุ่ม ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ  เป็นยาบำรุงโลหิตสตรี ใช้เป็นยาแก้ปวด  แก้บวม แก้เลือดอุดตัน  ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก
  1. รักษาประจำเดือนมาไม่ปกติ ขับระดู แก้อาการโรคหัวใจขาดเลือด (จุกเสียดแน่น และเจ็บหน้าอก)
       3. กระจายเลือดที่อุดตัน ลดอาการปวดมดลูกในสตรีหลังคลอด
      4. เป็นยาสมานลำไส้ แก้บิด ฟกช้ำดำเขียว ปวดบวม ขับหนองใน ฝีอักเสบ
      5. แก้ไข้ตัวร้อน  แก้ปวดเมื่อยร่างกาย  แก้เสมหะ  แก้โลหิต  แก้ไข้กำเดา  แก้ปอดพิการ  ขับหนอง
      6. ทำให้โลหิตเย็น  แก้ท้องร่วง  แก้ธาตุพิการ  แก้ร้อนในกระหายน้ำ
      7. แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา แก้กำเดา
     8.  แก่นฝางฝนกับน้ำเป็นยาทาภายในโรคผิวหนังบางชนิด เพื่อฆ่าเฃื้อโรค
     9.  น้ำต้มแก่นฝางให้สีแดง ใช้เป็นหลักในการทำน้ำยาอุทัย ใช้แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำได้ดี
  1. ราก ให้สีเหลือง ใช้ทำสีย้อมผ้าและไหม ใช้เป็นสีผสมอาหารและเครื่องดื่ม
 ขอบคุณข้อมูลเครื่องยา www.thaicrudedrug.com

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรไทยที่ได้ชื่อว่ามีประโยชน์อยู่มากมายมหาศาล

ว่านหางจระเข้

ชื่อภาษาอังกฤษ    Aloe (อะโล) ,Aloe Vera, Aloin, Barbados, Jafferabad, Star Cactus

ชื่อวิทยาศาสตร์    Aloe vera (L.) Burm.f.

ชื่ออื่น   ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) , หางตะเข้ (ภาคกลาง)

 

 ว่านหางจระเข้ สมุนไพรไทยที่ได้ชื่อว่ามีประโยชน์อยู่มากมายมหาศาลเลยทีเดียว

ว่านหางจระเข้นั้นเป็นไม้ล้มลุกซึ่งมีอายุยาวนานหลายปี มีความสูงประมาณ 50 ซม. ถึง 1 ม. ลักษณะเป็นข้อปล้องสั้นๆ เป็นใบเดี่ยว เป็นพืชอวบน้ำ มีสีเขียวอ่อนและสีเขียวเข้ม ภายในนั้นจะมีวุ้นสีขาวๆ มียางสีเหลือง ดอกของว่านหางจระเข้จะออกเป็นช่อบริเวณกลางต้น

ว่านหางจระเข้-Aloe vera

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ของใบหน้า สามารถช่วยลบเลือนรอยสิวได้ โดยวุ้นจากว่านหางจระเข้เมื่อนำมาทาแล้วจะช่วยลดความมันบนใบหน้าได้และยังลดรอยแผลที่เกิดจากสิว สามารถรักษาการอักเสบต่างจากสิว และยังทำให้สิวแห้ง วิธีก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาดจนยางหมด ใช้เพียงเฉพาะวุ้นและนำวุ้นมาทาบางๆทุกเช้าและก่อนนอนวันละ 2 ครั้ง  หลังจากนั้นทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด  อาจจะต้องใช้เวลานาน แต่ควรพยายามทำให้ได้ทุกวันติดต่อกันจะทำให้ผิวสดขึ้น รวมทั้งช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำ ค่อยๆ จางหายไป ผิวหน้ามีน้ำมีนวลขึ้น

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ช่วยบำรุงหนังศีรษะและผม ว่านหางจระเข้ช่วยลดความมันของเส้นผม ป้องกันผมร่วง ทำให้ผมไม่หงอกเร็ว  ช่วยบำรุงต่อมที่รากผมให้มีสุขภาพดีผมดกดำเป็นเงางาม และยังช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะอีกด้วย  เพียงแค่ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ใช้เพียงวุ้นจากใบสดนำมาบดประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นให้นำมาขยี้ชโลมบนเส้นผมให้ทั่ว และทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีและล้างออก

สรรพคุณทางยา  ใช้น้ำยางสีเหลืองขากใบ นำมาเคี่ยวจนแห้งจะเรียกว่า ยาดำ  รับประทานช่วยเป็นยาระบาย สำหรับวุ้นหากนำมาปิดที่ขมับจะช่วยแก้ปวดศีรษะได้ และยังใช้สำหรับแผลที่โดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รอยไหมจากแสงแดด แผลเรื้อรัง หรือจะใช้กินเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันและบรรเทาโรคเบาหวาน โดยนำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้มาทำเป็นน้ำปั่นดื่ม นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

เป็นส่วนประกอบเครื่องสำอาง  ในปัจจุบันมีเครื่องสำอางที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบหลายรูปแบบ เช่น ครีมบำรุงผิวหน้า โลชันบำรุงผิว  สบู่ เป็นต้น

ข้อควรระวังในการใช้  ถ้าใช้เป็นยาภายใน ห้ามใช้กับคนที่ตั้งครรภ์  กำลังมีประจำเดือน และคนที่เป็นริดสีดวงทวาร

 

เรียบเรียงโดย herbaltreatmentguru.com

มะกรูดถือได้ว่าเป็นสมุนไพรใกล้ตัวมีประโยชน์อยู่มากมายตั้งแต่ใบ ผล

มะกรูด

ชื่อภาษาอังกฤษ   Kaffir lime,Leech lime, Mauritius papeda

ชื่อวิทยาศาสตร์   Citrus x hystrix L.

ชื่ออื่นๆ    มะขูด มะขุน (ภาคเหนือ) ,บักกรูด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้)

ลักษณะ   เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูล ส้ม (Citrus)

 

                       มะกรูดถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด และในหลายๆบ้านจะนิยมปลูกมะกรูดไว้ เนื่องจากมะกรูดนั้นมีประโยชน์อยู่มากมายตั้งแต่ใบ ผล และยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย นอกจากชื่อมะกรูดแล้วยังมีชื่ออื่นๆอีกว่า ส้มกรูดหรือมะขุนซึ่งจะเรียกแตกต่างกันออกไป

 http://www.herbaltreatmentguru.com/

                มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กมีหนาม กิ่งและใบมีสีเขียว ภายในมีต่อมน้ำมันมีกลิ่นหอม มะกรูดมีดอกสีขาว ผลสีเขียว ผลขรุขระ เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง มะกรูดมีสรรพคุณมากมายน้ำมะกรูดสามารถช่วยรักษาชันนะตุ และรักษารังแคได้ เพียงใช้น้ำคั้นมะกรูดสระผมอย่างเป็นประจำนอกจากจะช่วยรักษาได้แล้วยังทำให้ผมแข็งแรง ผมหนาดกดำ แต่จะต้องใช้มะกรูดไม่สุก อีกสิ่งหนึ่งที่มะกรูดช่วยได้ก็คือสุวคนธบำบัด มะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลสดสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นของสบู่และยาสระผมได้ เมื่อดมน้ำมันหอมระเหยของมะกรูดจะช่วยลดอาการซึมเศร้า นอกจากนี้แล้วมะกรูดยังเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้เสมหะ ขับลมในลำไส้ เพียงฝานเอาผิวมะกรูดที่สุกเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นเติมพิมเสนหรือการบูร 1 หยิบมือ ผสมกับน้ำเดือดจากนั้นแช่ทิ้งไว้และดื่มแต่น้ำ รับประทานครั้งละ 1-2 ครั้ง หรือจะรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง/วันก็ได้

มะกรูดเป็นสมุนไพรที่หาง่าย และมีราคาไม่แพงนอกจากจะทำให้ผมดกดำเงางามแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยในเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรอย่างไรเสียก็มีผลดีต่อร่างกายเนื่องจากเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ  ส่วนที่นำมาใช้ คือ ราก ใบ ผล ผิวจากผล

ราก  :  ช่วยแก้ฝีภายใน  แก้เสมหะเป็นพิษ ช่วยกระทุ้งพิษ

ใบมะกรูด : มีน้ำมันหอมระเหย

  • ช่วยแก้อาการไอ
  • ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด
  • เนื่องจากใบมะกรูดอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน จึงช่วยชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งและช่วยต่อต้านมะเร็งได้

ผลมะกรูด : น้ำคั้นจากผล

  • นำมะกรูดผ่าครึ่งและนำไปลนไฟให้นิ่ม แล้วค่อยๆ บีบน้ำมะกรูดลงคอทีละนิดช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ
  • แก้อาการปวดท้อง โดยนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้กินแก้อาการปวดท้องได้
  • แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน โดยฝานมะกรูดบางๆ บริเวณเหงือกหลังแปลงฟัน จะสามารถบรรเทาอาการได้
  • นำผลมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้กินแก้อาการน้ำลายเหนียว,แก้เถาดานในท้อง,แก้ระดูเสีย,ขับระดู,ขับลมในลำไส้
  • มะกรูดแก้อาการผมร่วง บำรุงเส้นผมให้เงางามสลวยสวยเก๋  ผ่าครึ่งแล้วนำมาชะโลมศรีษะหลังสระผมเสร็จ ทิ้งไว้สัก 5-10 นาที แล้วล้างออก

ผิวจากผลมะกรูด

  • แก้อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียนศรีษะ ด้วยการนำเปลือกมะกรูดฝานบางๆ ชงกับน้ำเดือดแล้วเติมการบูรสักเล็กน้อย ดื่มแก้อาการ  เป็นยาบำรุงหัวใจ
  • ขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด
  • ขับสารพิษที่อยู่ในร่างกาย จึงเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในการอบซาวน่า

ประโยชน์มากมี มาดูกันมะกรูดมีโทษอย่างไร

ในน้ำมะกรูดมีสารออกซิเพดามิน (oxypedamin) จะทำให้เกิดอาการแพ้เมื่อโดนแสงแดด (photo toxicity) และสารดีไลโมนีน d-limonene ที่เมื่อสัมผัสอาการเป็นเวลานานก็ก่อให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง  ดังนั้นข้อควรระวังก็คือเมื่อเรานำน้ำมะกรูดมาสัมผัสกับผิวแล้ว ภายในสี่ชั่วโมงไม่ควรให้บริเวณที่โดนน้ำมะกรูดถูกแสงแดด

เรียบเรียงโดย  herbaltreatmentguru.com