ห่อหมกหัวปลีใส่ไก่

ห่อหมกหัวปลีใส่ไก่

ส่วนประกอบ

  1. หัวปลี 1 หัว
  2. สะโพกไก่ หรือจะใช้โครงไก่ก็อร่อยสุดยอด
  3. ใบแมงลัก 2-3 ก้าน (ประมาณ 1 กำมือ)
  4. พริก 5 – 10 เม็ด แล้วแต่ชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อย
  5. หัวหอม 3-5 หัว
  6. กระเทียม 1 หัว
  7. ต้นหอม 3-5 ต้น
  8. ตะไคร้ 1 หัว
  9. น้ำปลาร้า 1 ทัพพี
  10. กะปิ 1 หัวแม่มือ
  11. ไข่ไก่ 2 ฟอง
  12. ใบตอง
  13. ไม้กลัด

page

วิธีทำ

  1. เช็ดทำความสะอาดใบตอง เจียดเตรียมไว้ขนาด 2 ฝ่ามือ
  2. ล้างใบแมงลัก พริก หัวหอม-กระเทียมที่ปอกแล้ว ต้นหอม ตะไคร้  หัวปลี  ไก่ เตรียมไว้
  3. แกะหัวปลีเอาแต่ส่วนที่อ่อนๆ เอาส่วนที่เป็นเกสรกล้วยออก หั่นในแนวขวางเป็นแว่นพอประมาณ นำไปแช่น้ำไว้
  4. สับไก่เป็นชิ้นขนาดพอคำ หรือจะสับให้ละเอียดเลยก็ได้ พักเตรียมไว้
  5. มาสู่ขั้นตอนเตรียมพริกแกง นำ พริก  กระเทียม  หัวหอม ตะไคร้ซอย  โขลกรวมกันให้ละเอียด ใส่กะปิลงไป โขลกต่อคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  6. เตรียมภาชนะสำหรับผสม นำหัวปลีสะเด็ดน้ำแล้วใส่ลงไปในกะละมัง  พริกแกง  ไก่สับ ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตอกไข่ไก่ตามด้วยน้ำปลาร้า 1 ทัพพี  ใส่ต้นหอมซอย ใบแมงลัก  ใสผงรสดีนิดนึงพอให้กลมกล่อมมากขึ้น
  7. เข้าสู่ขั้นตอนห่อ นำใบตองวางซ้อนทับกันตักส่วนผสมที่เตรียมไว้ประมาณ 1 ทัพพี จับมุมซ้ายขวาเข้าหากัน กลัดด้วยไม้กลัด
  8. นำห่อหมกไปนึ่งประมาณ 30 นาที  เสร็จแล้วยกลง ได้กินแล้วห่อหมกหัวปลีใส่ไก่แสนอร่อย

หลังเมนูที่ได้จากปลีกล้วยหรือหัวปลี นอกจากจะแสนอร่อยแล้ว มาดูกันประโยชน์ของหัวปลี มีอะไรบ้าง

ปลีกล้วย

คุณค่าทางอาหารของหัวปลี

ใน ปลีกล้วย หรือ หัวปลี  น้ำหนัก 100 กรัม จะให้พลังงาน  26  กิโลแคลอรี่ แคลเซี่ยม 37 มิลลิกรัม  ฟอสฟอรัส 52 มิลลิกรัม เหล็ก 1.0 มิลลิกรัม  วิตามินเอ 283 IU  วิตามินบี  10.04  มิลลิกรัม นอกจากนั้นยังมีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี และเบต้า-แคโรทีนพอๆ กับกล้วยสุก   ให้คุณค่าอาหารอาหารไม่แพ้กล้วยสุก  แต่มีแคลอรี่น้อยกว่า 6 เท่า ขณะที่ให้แคลเซี่ยมสูงกว่า 4 เท่า มีโปรตีนมากกว่าเล็กน้อย    เหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วน  นอกจากนั้นคนโบราณจะให้คุณแม่คนใหม่กินหัวปลี จะได้มีน้ำนมเลี้ยงลูกอีกด้วย

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรไทยที่ได้ชื่อว่ามีประโยชน์อยู่มากมายมหาศาล

ว่านหางจระเข้

ชื่อภาษาอังกฤษ    Aloe (อะโล) ,Aloe Vera, Aloin, Barbados, Jafferabad, Star Cactus

ชื่อวิทยาศาสตร์    Aloe vera (L.) Burm.f.

ชื่ออื่น   ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) , หางตะเข้ (ภาคกลาง)

 

 ว่านหางจระเข้ สมุนไพรไทยที่ได้ชื่อว่ามีประโยชน์อยู่มากมายมหาศาลเลยทีเดียว

ว่านหางจระเข้นั้นเป็นไม้ล้มลุกซึ่งมีอายุยาวนานหลายปี มีความสูงประมาณ 50 ซม. ถึง 1 ม. ลักษณะเป็นข้อปล้องสั้นๆ เป็นใบเดี่ยว เป็นพืชอวบน้ำ มีสีเขียวอ่อนและสีเขียวเข้ม ภายในนั้นจะมีวุ้นสีขาวๆ มียางสีเหลือง ดอกของว่านหางจระเข้จะออกเป็นช่อบริเวณกลางต้น

ว่านหางจระเข้-Aloe vera

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ของใบหน้า สามารถช่วยลบเลือนรอยสิวได้ โดยวุ้นจากว่านหางจระเข้เมื่อนำมาทาแล้วจะช่วยลดความมันบนใบหน้าได้และยังลดรอยแผลที่เกิดจากสิว สามารถรักษาการอักเสบต่างจากสิว และยังทำให้สิวแห้ง วิธีก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาดจนยางหมด ใช้เพียงเฉพาะวุ้นและนำวุ้นมาทาบางๆทุกเช้าและก่อนนอนวันละ 2 ครั้ง  หลังจากนั้นทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด  อาจจะต้องใช้เวลานาน แต่ควรพยายามทำให้ได้ทุกวันติดต่อกันจะทำให้ผิวสดขึ้น รวมทั้งช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำ ค่อยๆ จางหายไป ผิวหน้ามีน้ำมีนวลขึ้น

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ช่วยบำรุงหนังศีรษะและผม ว่านหางจระเข้ช่วยลดความมันของเส้นผม ป้องกันผมร่วง ทำให้ผมไม่หงอกเร็ว  ช่วยบำรุงต่อมที่รากผมให้มีสุขภาพดีผมดกดำเป็นเงางาม และยังช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะอีกด้วย  เพียงแค่ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ใช้เพียงวุ้นจากใบสดนำมาบดประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นให้นำมาขยี้ชโลมบนเส้นผมให้ทั่ว และทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีและล้างออก

สรรพคุณทางยา  ใช้น้ำยางสีเหลืองขากใบ นำมาเคี่ยวจนแห้งจะเรียกว่า ยาดำ  รับประทานช่วยเป็นยาระบาย สำหรับวุ้นหากนำมาปิดที่ขมับจะช่วยแก้ปวดศีรษะได้ และยังใช้สำหรับแผลที่โดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รอยไหมจากแสงแดด แผลเรื้อรัง หรือจะใช้กินเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันและบรรเทาโรคเบาหวาน โดยนำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้มาทำเป็นน้ำปั่นดื่ม นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

เป็นส่วนประกอบเครื่องสำอาง  ในปัจจุบันมีเครื่องสำอางที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบหลายรูปแบบ เช่น ครีมบำรุงผิวหน้า โลชันบำรุงผิว  สบู่ เป็นต้น

ข้อควรระวังในการใช้  ถ้าใช้เป็นยาภายใน ห้ามใช้กับคนที่ตั้งครรภ์  กำลังมีประจำเดือน และคนที่เป็นริดสีดวงทวาร

 

เรียบเรียงโดย herbaltreatmentguru.com

มะกรูดถือได้ว่าเป็นสมุนไพรใกล้ตัวมีประโยชน์อยู่มากมายตั้งแต่ใบ ผล

มะกรูด

ชื่อภาษาอังกฤษ   Kaffir lime,Leech lime, Mauritius papeda

ชื่อวิทยาศาสตร์   Citrus x hystrix L.

ชื่ออื่นๆ    มะขูด มะขุน (ภาคเหนือ) ,บักกรูด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้)

ลักษณะ   เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูล ส้ม (Citrus)

 

                       มะกรูดถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด และในหลายๆบ้านจะนิยมปลูกมะกรูดไว้ เนื่องจากมะกรูดนั้นมีประโยชน์อยู่มากมายตั้งแต่ใบ ผล และยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย นอกจากชื่อมะกรูดแล้วยังมีชื่ออื่นๆอีกว่า ส้มกรูดหรือมะขุนซึ่งจะเรียกแตกต่างกันออกไป

 http://www.herbaltreatmentguru.com/

                มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กมีหนาม กิ่งและใบมีสีเขียว ภายในมีต่อมน้ำมันมีกลิ่นหอม มะกรูดมีดอกสีขาว ผลสีเขียว ผลขรุขระ เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง มะกรูดมีสรรพคุณมากมายน้ำมะกรูดสามารถช่วยรักษาชันนะตุ และรักษารังแคได้ เพียงใช้น้ำคั้นมะกรูดสระผมอย่างเป็นประจำนอกจากจะช่วยรักษาได้แล้วยังทำให้ผมแข็งแรง ผมหนาดกดำ แต่จะต้องใช้มะกรูดไม่สุก อีกสิ่งหนึ่งที่มะกรูดช่วยได้ก็คือสุวคนธบำบัด มะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลสดสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นของสบู่และยาสระผมได้ เมื่อดมน้ำมันหอมระเหยของมะกรูดจะช่วยลดอาการซึมเศร้า นอกจากนี้แล้วมะกรูดยังเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้เสมหะ ขับลมในลำไส้ เพียงฝานเอาผิวมะกรูดที่สุกเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นเติมพิมเสนหรือการบูร 1 หยิบมือ ผสมกับน้ำเดือดจากนั้นแช่ทิ้งไว้และดื่มแต่น้ำ รับประทานครั้งละ 1-2 ครั้ง หรือจะรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง/วันก็ได้

มะกรูดเป็นสมุนไพรที่หาง่าย และมีราคาไม่แพงนอกจากจะทำให้ผมดกดำเงางามแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยในเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรอย่างไรเสียก็มีผลดีต่อร่างกายเนื่องจากเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ  ส่วนที่นำมาใช้ คือ ราก ใบ ผล ผิวจากผล

ราก  :  ช่วยแก้ฝีภายใน  แก้เสมหะเป็นพิษ ช่วยกระทุ้งพิษ

ใบมะกรูด : มีน้ำมันหอมระเหย

  • ช่วยแก้อาการไอ
  • ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด
  • เนื่องจากใบมะกรูดอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน จึงช่วยชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งและช่วยต่อต้านมะเร็งได้

ผลมะกรูด : น้ำคั้นจากผล

  • นำมะกรูดผ่าครึ่งและนำไปลนไฟให้นิ่ม แล้วค่อยๆ บีบน้ำมะกรูดลงคอทีละนิดช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ
  • แก้อาการปวดท้อง โดยนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้กินแก้อาการปวดท้องได้
  • แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน โดยฝานมะกรูดบางๆ บริเวณเหงือกหลังแปลงฟัน จะสามารถบรรเทาอาการได้
  • นำผลมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้กินแก้อาการน้ำลายเหนียว,แก้เถาดานในท้อง,แก้ระดูเสีย,ขับระดู,ขับลมในลำไส้
  • มะกรูดแก้อาการผมร่วง บำรุงเส้นผมให้เงางามสลวยสวยเก๋  ผ่าครึ่งแล้วนำมาชะโลมศรีษะหลังสระผมเสร็จ ทิ้งไว้สัก 5-10 นาที แล้วล้างออก

ผิวจากผลมะกรูด

  • แก้อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียนศรีษะ ด้วยการนำเปลือกมะกรูดฝานบางๆ ชงกับน้ำเดือดแล้วเติมการบูรสักเล็กน้อย ดื่มแก้อาการ  เป็นยาบำรุงหัวใจ
  • ขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด
  • ขับสารพิษที่อยู่ในร่างกาย จึงเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในการอบซาวน่า

ประโยชน์มากมี มาดูกันมะกรูดมีโทษอย่างไร

ในน้ำมะกรูดมีสารออกซิเพดามิน (oxypedamin) จะทำให้เกิดอาการแพ้เมื่อโดนแสงแดด (photo toxicity) และสารดีไลโมนีน d-limonene ที่เมื่อสัมผัสอาการเป็นเวลานานก็ก่อให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง  ดังนั้นข้อควรระวังก็คือเมื่อเรานำน้ำมะกรูดมาสัมผัสกับผิวแล้ว ภายในสี่ชั่วโมงไม่ควรให้บริเวณที่โดนน้ำมะกรูดถูกแสงแดด

เรียบเรียงโดย  herbaltreatmentguru.com

ทุเรียนเทศ รักษามะเร็ง วิธีกิน

ทุเรียนเทศ

ชื่อภาษาอังกฤษ  Soursop,Prickly Custard Apple

ชื่อเรียกอื่นๆ  ทุเรียนน้ำ(ภาคใต้) ,ทุเรียนแขก(ภาคกลาง),หมากเขียบหลด(อีสาน),มะทุเรียน(ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์    เป็นพืชในวงศ์เดียวกับน้อยหน่าและกระดังงา ผลคล้ายทุเรียน มีหนาม เปลือกสีเขียว  ในทางโภชนาการ ทุเรียนเทศมีคาร์โบไฮเดรตมาก  โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุตโทส วิตามินซี และวิตามินบี

การขยายพันธุ์  การปลูกทุเรียนเทศ ใช้เมล็ดแช่น้ำทิ้งไว้ 1-2 วัน ก่อนนำไปเพาะในดินผสมปกติ ต้นทุเรียนเทศจะงอกภายใน 7 วัน แต่ต้นโตใช้ได้ประมาณ 3 ปี และจะติดผลในปีที่ 4 นอกจากนั้นแล้วยังสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีเสียบยอดและทาบกิ่งก็ได้  เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความชุ่มชื้น และที่สามารถระบายน้ำได้ดี

 

                จากข่าวที่มีชาวจังหวัดชัยภูมิ นำใบทุเรียนเทศไปต้มแล้วนำน้ำให้คุณแม่ที่เป็นมะเร็งลำไส้ที่มีอาการไม่ดีเลย จนญาติผู้ป่วยตัดสินใจพากลับบ้านเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดลูกหลานในวาระสุดท้ายของชีวิต  ต่อมาลูกสาวของผู้ป่วยได้ค้นคว้าเรื่องสมุนไพรรักษามะเร็ง จนกระทั่งได้ทราบว่าใบทะเรียนเทศรักษามะเร็งได้ และต้องใช้ส่วนใบทุเรียนเทศตากแห้งแล้วเท่านั้น  จึงได้ต้มใบทุเรียนเทศให้แม่กินก่อนอาหารวันละ 3 เวลา แต่ด้วยอาการป่วยทำให้ไม่สะดวกกิน ผู้ดูแลก็เลยนำน้าต้มใบทุเรียนเทศผสมลงในอาหารให้ผู้ป่วยกิน โดยทำทุกทางให้ผู้ป่วยได้กินน้ำต้มทุเรียนเทศให้ได้มื้อละ 1 แก้ว ผลปรากฏว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้หายป่วย ผลการเช็คค่าของเลือดปกติ ไม่มีค่ามะเร็ง ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งคนนี้หายเป็นปกติ ทำให้ตอนนี้หลายคนให้ความสนใจทุเรียนเทศเป็นอย่างมาก

ทุเรียนเทศ-

การใช้ประโยชน์ทุเรียนเทศ 

ส่วนผลทุเรียนเทศ   ใช้กินเป็นผลไม้สด มีสารต้านอนุมูลอิสระ ผลรักษาโรคกระเพาะอาหาร  และนำมาแปรรูปเป็นผลไม้กวน เยลลี่ น้ำผลไม้กระป๋อง ผลไม้ปั่น ส่วนใหญ่จะเป็นต่างประเทศที่นิยมรับประทาน  ควรหลีกเลี่ยงการกินน้ำจากผลทุเรียนเทศมากเกินไป เพราะมีผลวิจัยออกมาว่าเป็นพาร์กินสัน

ส่วนเมล็ดทุเรียนเทศ  เมล็ดมีพิษ มีฤทธิ์ทางยา ใช้เป็นยาสมุนพรฆ่าแมลงขนาดเล็ก มีผลวิจัยออกมาว่าในประเทศที่มีการใช้เมล็ดเป็นยาฆ่าพยาธิ พบว่าคนเป็นพาร์คินสัน จึงควรเลี่ยงการกินเมล็ดทุเรียนเทศ

ส่วนใบสรรพคุณ ทุเรียนเทศ รักษาโรคมะเร็ง  นำใบทุเรียนเทศมาตากให้แห้ง  ใช้ใบใหญ่ๆ ประมาณ 7-10 ใบ  ใบเล็กประมาณ 15-20 ใบ ตามขนาดของใบ แล้วซอยให้เล็กๆ เหมือนใบชา ต้มกับน้ำ 1 ลิตรครึ่ง ต้มจนน้ำเดือด หรี่ไฟลงเคี่ยวไฟอ่อนต่ออีกประมาณ 15-20 นาที จากนั้นกรองใบออก นำน้ำที่ได้รินใส่ถ้วย แล้วนำมาดื่มก่อนอาหาร 3 เวลา ให้ดื่มอุ่นๆ มื้อละ 1 แก้ว  ต้ม 1 ครั้ง กินได้ 1 วัน

ไม่น่าเชื่อนะคะมะเร็งไม่เคยปราณีใคร  มาพ่ายแพ้ใบทุเรียนเทศได้

https://youtu.be/CRTZaxEzLBU?t=1m49s

คลิปจาก you tube

ข้อมูลจาก แจ๋วแหวว ชัยภูมิ                                                   

ชุมเห็ดเทศ ทารักษากลากเกลื้อน รักษาโรคผิวหนัง ดื่มแก้หอบหืดและไข้

ชื่อสมุนไพร          ชุมเห็ดเทศ

ชื่อภาษาอังกฤษ    Acapulo, Candelabra bush, Candle bush, Ringworm

ชื่อท้องถิ่น             ขี้คาก, ชุมเห็ดใหญ่, ตะลี่พอ, ลับมืนหลวง, หมากกะลิงเทศ

การขยายพันธุ์     โดยวิธีการเพาะเมล็ด

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ 2-3 เมตร  ส่วนก้านใบมีลักษณะยาว ในหนึ่งก้านมีใบแตกออกเป็น 2 ทาง คล้ายใบมะยม แต่โตและยาวกว่า  กว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร

สมุนไพรชุมเห็ดเทศ

ใบชุมเห็ดเทศ   มีลักษณะคล้ายขนนก ใบย่อยจะเรียงกันเป็นคู่ๆ  รูปขอบขนานแกมรูปรี โคนใบมน ปลายใบมนและเว้าเล็กน้อย  ใบมีกลิ่นฉุน

ดอกชุมเห็ดเทศ  ออกเป็นช่อใหญ่ มีกลีบสีเหลืองทองรูปไข่เกือบกลม  กลีบรองกลีบดอกมีอยู่ 5 กลีบ เป็นรูปขอบขนาน  ตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกจะบานขึ้นบน

ผลชุมเห็ดเทศ  ออกเป็นฝักยาวแต่ไม่มีขน  มี 4 ครีบ ฝักแก่สีดำและแตกตามยาวเป็นรูปบรรทัด  เมล็ดแบนเกือบเหลี่ยม ผิวขรุขระ มีสีดำ

การนำชุมเห็ดเทศไปใช้     ส่วนที่ใช้เป็นยา คือ ใบสด หรือแห้ง

ชุมเห็ดเทศ(2)

วิธีใช้และประโยชน์ทางยา   สารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ที่มีอยู่ในชุมเห็ดเทศนั้นมีฤทธิ์ในการกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้เกิดการบีบตัวทำให้ขับถ่าย และมีฤทธิ์ช่วยสมานธาตุในตัว ทำให้รู้ปิดรู้เปิดเอง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแม้ใช้ในปริมาณที่สูง

  1. ให้ใช้ใบชุมเห็ดเทศ ขยี้หรือบดให้ละเอียด เติมน้ำเล็กทารักษากลากเกลื้อน  รักษาโรคผิวหนัง  ขณะทาให้ใช้ไม้คัวซาขูดผิวให้แดงก่อน ทาบ่อยๆ จนหาย แล้วทาต่ออีก 7 วันน้อย ผสมกระเทียมเท่าๆกัน ผสมน้ำปูนแดง  ใช้สำหรับ
  2. แก้ฝีและแผลพุพอง ให้ใช้ใบชุมเห็ดเทศและก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา แล้วเคี่ยวให้น้ำเหลือ 1 ใน 3 ชะล้างวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็น  ถ้าเป็นมากก็ใช้มากขึ้นต้มอาบเลย
  3. ใบชุมเห็ดเทศสดนำมาล้างให้สะอาด หั่นตากแห้งทำเป็นชาดื่ม หรือใช้ต้มครั้งละ 10-12 ใบ  แก้อาการท้องผูก แก้อาการหอบหืด และแก้ไข้
  4. ปัจจุบันใบชุมเห็ดเทศในรูปแบบยาชง ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย ถ้าไม่สะดวกทำเองก็หาซื้อมาชงดื่มได้  ดื่มครั้งละ 1-2 ซอง รับประทานวันละ 1 ครั้งหรือเมื่อมีอาการท้องผูก 

ข้อควรระวัง  

1. เนื่องจากชุมเห็ดเทศเป็นยาระบายที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นลำไส้ให้เกิดการบีบตัว จึงห้ามใช้ในผู้ป่วยลำไส้อุดตัน หรือผู้ที่มีอาการลำไส้อักเสบ

  1. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
  2. ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ร่างกายเคยชิน ไม่สามารถทำงานได้เองรวมทั้งอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความผิดปกติของลำไส้ ไต อักเสบ หรือใจสั่น ได้
  3. ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตร
  4. อาจมีอาการมวนท้อง มดลูกบีบตัว หรือท้องเสียในบางคน ควรทดลองรับประทานแต่น้อยก่อน

 

ในประโยชน์ที่มีมาก  ก็ย่อมมีโทษ การใช้ชุมเห็ดเทศ  รวมถึงสมุนไพรอื่นๆ   ควรมีการศึกษาวิธีการใช้ให้ดี ใช้เป็นก็เกิดประโยชน์มาก    

https://youtu.be/2CY2r36RK2E?t=39s

คลิปจาก You tube โดย Nakonr Poonsuwan

มะระขี้นก ยาฟอกเลือด ยาระบาย ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ริดสีดวง

มะระขี้นก   

ชื่อภาษาอังกฤษ  Bitter  gourd

 

ลักษณะต้นมะระขี้นก   เป็นไม้เถาเลื้อยไปพันตามต้นไม้ ใบออกเป็นใบเดี่ยวใบมีสีเขียวอ่อนมีรสชาติขม ออกเป็นดอกเดี่ยวเช่นกันมีสีเหลือง ในส่วนของผลนั้นคล้ายกับกระสวยสั้นๆ ผิวขรุขระ ผลอ่อนจะเป็นสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดง มีรสชาติค่อนข้างขมและยังมีสรรพคุณทางยาอีกมายมาย

 มะระขี้นก3-Bitter_gourd

ประโยชน์ของมะระขี้นก 

ส่วนใบมะระขี้นก   เมื่อนำมาใบสดมาลวก หรือต้มรับประทาน  มะระขี้นกจะช่วยเป็นยาฟอกเลือด ยาระบาย ช่วยให้เจริญอาหาร หรือหากใช้ใบแห้ง ให้นำมาบดให้ละเอียดกับน้ำกินจะเป็นยา ขับลม ขับพยาธิ และบำรุงธาตุ

ส่วนใบและผลมะระขี้นก   หากใช้ใบและผลสดมะระขี้นก  นำมาตำรวมกันให้ละเอียดจากนั้นคั้นใช้แต่น้ำแล้วนำมาดื่มเป็นยาแก้จุกเสียด แน่นท้อง ขับลม บำรุงธาตุ และยังเป็นยาช่วยถ่ายพยาธิอีกด้วย

ส่วนผลมะระขี้นก  หากใช้ผลสดล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อยจากนั้นนำมาต้มหรือประกอบอาหาร จะช่วยในการบำบัดโรคเบาหวาน บำรุงธาตุต่างๆในร่างกาย

ส่วนผลแห้งมะระขี้นก   หากใช้ผลตากแห้ง นำมาบดให้ละเอียดแล้วนำไปโรยบริเวณที่เป็นแผลใช้ทาแก้คัน และรักษาโรคผิวหนังต่างๆ ได้

ส่วนรากมะระขี้นก    สามารถใช้เป็นยาบำรุง   แก้ริดสีดวงทวาร  และเป็นยาธาตุได้

น้ำคั้นจากผลมะระขี้นก   ใช้แก้โรคตับอักเสบ ม้ามอักเสบ รักษาอาการปวดหัวเข่า แก้อาการปากเปื่อย ปากเป็นขุย และช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้

มะระขี้นก2-Bitter_gourd

ในมะระขี้นกนอกจากจะเป็นพืชผักสวนครัวที่นำมาประกอบอาหารได้แล้ว ยังมีสรรพคุณอยู่มากมายที่ช่วยบำรุงร่างกายและยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้ นอกจากนั้นแล้วยังมีสารหลายชนิดที่ต้านเบาหวาน และมีกลไกที่ออกฤทธิ์ต้านเบาหวาน ได้แก่ เสริมการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ เสริมการเผาผลาญน้ำตาล เพิ่มความไวต่ออินซูลิน เพิ่มความทนต่อกลูโคส และยังยับยั้งการหลั่งกลูโคสในลำไส้เล็ก และยับยั้งเอนไซม์กลูโคไซเดส ผลการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวาน ได้แนะนำผู้ป่วยเบาหวานบริโภคมะระขี้นกเป็นอาหาร หรือทำน้ำคั้นเป็นอาหารเสริม เพื่อช่วยลดระดับความดันเลือดให้ปกติ และชะลออาการต่างๆ ที่เป็นผลเสียจากโรคเบาหวานที่เป็นมานาน

 

วิธีรับประทานมะระขี้นก

  1. มะระขี้นกเป็นอีกสมุนไพรที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารและคนไทยเรารู้จักดี มะระขี้นกนั้นเป็นผักที่มักใช้รับประทานคู่กับน้ำพริก  ไม่นิยมรับประทานผลสดเพราะมีรสขม

2  น้ำคั้นจากผลมะระขี้นก  ขนาดที่ใช้ต่อวัน ใช้ผลสดมะระขี้นก 100 กรัม นำมาผ่าครึ่ง แล้วใช้ช้อนกาแฟขูดไส้ในและเมล็ดออก หั่นเนื้อผลเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดกว้าง 1 เซนติเมตร แล้วใส่ในเครื่องปั่นแยกกาก ถ้าไม่มีใช้ผ้าขาว บางกรอง จะได้น้ำมะระขี้นกประมาณ ใส่ใบเตยหอมจะช่วยดับกลิ่นมะระขี้นกได้

คลิปจาก You Tube โดย  Newcafe1

ที่มา :  http://www.thaihealth.or.th (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)

ที่มา :  วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี

เทียนบ้าน เป็นสมุนไพรที่จัดอยู่ในกลุ่มพืชถอนพิษ แก้อักเสบ

สมุนไพรเทียนบ้าน

ชื่อภาษาอังกฤษ  Garden Balsam หรือ Rose Balsam

ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ เทียนดอก เทียนสวน เทียนไทย เทียนขาว เทียน

 

ลักษณะของเทียนบ้าน    สมุนไพรไทย…เทียนบ้าน เป็นสมุนไพรที่จัดอยู่ในกลุ่มพืชถอนพิษ เทียนบ้านยังมีชื่อเรียกอื่นๆว่า เทียนไทย เทียนดอก และเทียนสวน ต้นเทียนบ้านเป็นไม้ล้มลุกมีความสูงประมาณ 30-80 ซม. ลำต้นจะอวบอิ่มน้ำและโปร่งแสง เมื่อต้นออกดอกออกผลแล้วจะตาย กลีบดอกมีสีชมพู แดง ขาว และม่วง ผลจะเป็นผลแห้ง เมื่อแก่จัดจะแตกออกเปลือกของผลจะม้วนขึ้น และสามารถดีดเมล็ดกลมๆสีน้ำตาลออกมาได้เองเพื่อขยายสายพันธุ์

 เทียนบาน-Garden Balsam

ประโยชน์ของ สมุนไพรไทย เทียนบ้าน  ส่วนที่ใช้การคือ ใบสดและใบแห้ง ยอดสด ลำต้น รากสด และเมล็ดแห้ง ในส่วนของใบสด ช่วยเป็นยารักษากลากเกลื้อน ยากันเล็บถอด แก้ฝี แผลพุพอง และแก้ปวดข้อ ใบแห้งช่วยลดการอักเสบของแผล ฝีหนอง รักษาแผลเรื้อรัง และแผลเน่าเปื่อย ต้นสดช่วยแก้แผลจากงูสวัดได้ ยอดสดแก้จมูกอักเสบและอาการบวมแดง รากสดแก้อาการบวมน้ำ เมื่อนำมาตำแล้วนำไปพอกที่แผลที่ถูกแก้วหรือเสี้ยนตำได้ และเมล็ดแห้ง แก้ประจำเดือนไม่มา ขับประจำเดือนได้เป็นอย่างดี

วิธีใช้และสรรพคุณสมุนไพร เทียนบ้าน

  1. ใบเทียนบ้านสด ให้นำมาต้มกับน้ำผสมเหล้าดื่ม จะช่วยแก้ปวดข้อต่างๆได้
  2. ใบเทียนบ้านสด 1 กำมือ มาตำจนละเอียดโดยใช้ทั้งน้ำและเนื้อนำไปทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนเป็นประจำจนกว่าจะหายขาด
  1. หากต้องการรักษาแผลพุพองหรือฝี ให้ใช้ใบเทียนบ้านสดประมาณ 5-10 ใบ นำไปล้างให้สะอาดจากนั้นนำมาตำให้ละเอียดและนำไปพอกแผลวันละ 3 ครั้ง
  1. ส่วนยอดเทียนบ้าน สามารถนำมาเป็นยากันเล็บถอดได้ โดยใช้ทั้งยอดสด 1 กำมือ นำมาล้างให้สะอาดและตำให้ละเอียดจากนั้นเติมน้ำตาลทรายแดง ½ ช้อนชา นำไปพอกไว้ที่เล็บ โดยจะต้องหมั่นเปลี่ยนยาเช้าและเย็น
  1. นำยอดสมุนไพรเทียนบ้านสด ตำผสมกับน้ำตาลทรายแดง พอกบริเวณที่เป็นแก้จมูกอักเสบ บวมแดง ตอนเช้าและตอนเย็น

คลิบจาก YouTube โดย Cable Kolok

 

กรรณิการ์ สมุนไพรบำรุงน้ำดี บำรุงร่างกาย แต่งสีอาหาร ทำสีย้อมผ้า

กรรณิการ์

ชื่อภาษาอังกฤษ  Night flower jasmine

การขยายพันธุ์   เพาะเมล็ด  ตอนกิ่ง  ปักชำกิ่ง

การปลูกและดูแลรักษา เป็นไม้ที่ชอบอยู่ในที่ร่ม ที่มีความชุ่มชื้นพอควร ดินระบายน้ำได้ดี รดน้ำปานกลาง

ลักษณะทั่วไป   กรรณิการ์ เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม บานตอนกลางคืน ออกดอกตลอดปี  ส่วนใบเป็นสมุนไพร ฐานรองดอกสามารถนำไปทำสีย้อมผ้า รวมถึงสีทำขนมได้

กรรณิการ์-Cotton Tree

หากพูดถึงสมุนไพรไทยนอกจากจะนำมาเป็นยารักษาโรคได้แล้ว สมุนไพรบางชนิดยังสามารถใช้สีในการแต่งสีอาหารได้อีกด้วย สมุนไพรที่สามารถแต่งสีอาหารได้ก็คือ กรรณิการ์ และยังมีชื่ออื่นๆว่า กรณิการ์ หรือกณิการ์

 

กรรณิการ์  นั้นเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก กิ่งของต้นเป็นสี่เหลี่ยม ขนสาก ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ดอกจะออกตามใบ ดอกนั้นมีกลิ่นหอมจะบานในช่วงเย็นและจะร่วงในช่วงเช้าหรือวันรุ่งขึ้น กรรณิการ์นั้นไม่มีก้านของดอก ในแต่ละดอกนั้นจะมีใบเพียงแค่ 1 ใบเท่านั้น ดอกจะตูมมีดอกที่เรียงซ้อนกันเป็นเกลียว กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน มีผลเป็นรูปไข่หรือกลม ค่อนข้างแบน ปลายมีติ่งสั้นๆ ส่วนที่นำมาใช้ในการแต่งสีอาหารก็คือ ใบ ดอก ก้านดอก ต้น และราก

 

สรรพคุณของกรรณิการ์ ในส่วนของใบจะบำรุงน้ำดี ดอกนั้นสามารถแก้ไข้และแก้เป็นลม วิงเวียนศีรษะ ก้านของดอกสีแดงออกสีส้มหากนำมาคั้นเอาน้ำไปทำสีขนมหรือสีย้อมผ้าได้เป็นอย่างดี ส่วนของต้นเมื่อนำมารับประทานจะช่วยแก้ปวดศีรษะได้ และรากช่วยบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้เป็นลม แก้ผมหงอก และยังช่วยบำรุงผิวหนังให้สดชื่นอีกด้วย

 

วิธีรับประทาน ปริมาณและวิธีในการใช้ นำใบสดๆประมาณ 1 กำมือ นำมาตำจากนั้นเติมน้ำลงไป 1 แก้วและคั้นเอาแต่นำ นำมาแบ่งรับประทานให้ได้ 4 ครั้ง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเป็นยาให้การเจริญอาหาร รสชาติอาจจะขมเข้าสำนวนที่ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยาค่ะ ขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพรไม่อันตรายอย่างแน่นอน

วิธีแช่อิ่มขิงสด ขิงช่วยขับเหงื่อ แก้ทองอืด ลดน้ำหนัก

แช่อิ่มขิงสด

ส่วนผสม

ขิงอ่อน                                    4 ขีดครึ่ง

น้ำส้มสายชู                            2 ขีดครึ่ง

น้ำตาลทรายขาว                   2 ถ้วยตวง

น้ำ                                           1 ถ้วยตวง

เกลือป่น                                  1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว                               1 ช้อนโต๊ะ  ( 2 ผล )

วิธีทำ

  1. ปอกหรือขูดผิวขิงออก ล้างให้สะอาด
  2. แกะสลักขิง หรือฝานเป็นชิ้น ใช้ของแหลมสักให้ทั่ว แช่น้ำเกลือ 3 ชั่วโมงล้าง  บีบน้ำเผ็ดออก
  3. ล้างน้ำสะอาด บีบมะนาวจนเป็นสีชมพูแก่ทั่วกัน
  4. ต้มน้ำส้ม น้ำ น้ำตาล เกลือ (รสหวานนำ)  กรองให้สะอาด  ทิ้งไว้ให้เย็น เติมน้ำมะนาวอีก 1 ช้อนชาครึ่ง
  5. นำขิงลงแช่ รุ่งขึ้นเทน้ำขิงกรองสะอาด  นำขึ้นมาอุ่นช้อนฟองทิ้งยกลงทิ้งให้เย็น  จึงนำขิงลงแช่ตามเดิม  ทำเช่นนี้ประมาณ 5-6 คืน จนอิ่มตัวดี  จึงแช่น้ำเชื่อมไว้ต่อไปจนขิงเนื้อใส จึงนำมารับประทาน

ginger

วิธีรับประทาน

เป็นของหวาน หรือแกล้มกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์  เช่น สเต็คเนื้อ สเต็คหมู คอหมูย่าง  เป็นต้น

วิธีเก็บ

เก็บในขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว  แช่ในน้ำเชื่อมปิดฝาสนิทอย่าให้ถูกแสงสีจะซีด

สรรพคุณ

  1. ตามตำราสมุนไพร ขิงช่วยขับเหงื่อ แก้ทองอืด ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุไฟ
  2. ในขิงแก่ยิ่งเผ็ดยิ่งร้อนมีใยอาหารมาก จะช่วยฆ่าพยาธิ แก้บิด
  3. ในเหง้าขิงสด นำไปย่างและนำมาตำผสมกับน้ำปูนใสจากนั้นคั้นเอาแต่น้ำมารับประทานจะช่วยอาการเบื่ออาหาร
  4. นำขิงมาทุบและชงกับน้ำร้อนดื่ม จะช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร
  5. นำขิงสดคั้นใช้แต่น้ำ ½ ถ้วย ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จะช่วยรักษาอาการไอหรือขับเสมหะ
  6. นำขิงมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้งจะช่วยให้อาการไอทุเลาลง
  7. สรรพคุณทางด้านลดน้ำหนัก ให้ดื่มน้ำขิงเป็นประจำวันละ 1-3 แก้วก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดลงได้ โดยดื่มในช่วงเวลาประมาณ ตี 5-6 โมงเช้า เพราะจะทำให้เราขับถ่ายได้ดี และเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมในการเผาผลาญพลังงาน  นับเป็นการลดน้ำหนักง่ายๆ โดยใช้สมุนไพรจากธรรมชาติล้วนๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียงด้วยค่ะ

วิธีแช่อิ่มสมอไทย ราชาแห่งยารักษาได้สารพัดโรค

แช่อิ่มสมอไทย  

ในตำรับยาไทย สมอไทยจัดอยู่ในยาสมุนไพร ราชาแห่งยารักษาได้สารพัดโรค  มีสรรพคุณทางยามากมายที่มีคุณสมบัติป้องกันและรักษาสารพัดโรค มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น เห็นสรรพคุณแบบนี้แล้ว เรามาหาวิธีทำให้เราได้เก็บไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน โดยวิธีแช่อิ่ม เก็บไว้รับประทาน

แช่อิ่มสมอไทย

ส่วนผสม

สมอไทย                                                                 30  ผล

น้ำตาลทรายขาว                                                   1 ถ้วย

น้ำ                                                                           2 ถ้วยตวง

น้ำข้าว (ต้มข้าวสาร 2 กำมือ กับน้ำ 4 ถ้วยตวง)

(น้ำข้าว  น้ำซาวข้าว  สารส้ม สำหรับนำมาแช่สมอให้หายขม)

วิธีทำ

  1. ล้างสมอใช้มีดจักให้ถี่ๆ ล้างแช่น้ำให้สะอาด
  2. นำมาแช่ในน้ำข้าว น้ำซาวข้าวผสมเกลือเล็กน้อย  คอยเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ แช่ไว้  1 คืน แล้วนำมาแช่น้ำเกลือเค็มอ่อนๆ ไว้ 2 คืน
  3. ต้มให้น้ำเขียวๆ ออกมา ประมาณ 2-3 ครั้ง
  4. แช่น้ำแกว่งสารส้ม 1 คืน
  5. น้ำตาลกับน้ำตั้งไฟพอเดือด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
  6. นำสมอบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว ใส่น้ำเชื่อมให้พอท่วม
  7. วันรุ่งขึ้นเทน้ำเชื่อมออกอุ่น แล้วเติมน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ  ทำแบบนี้จนครบ 5 วัน  หรือจนสมอฉ่ำน้ำเชื่อมดีแล้ว จึงรับประทานได้

สมอไทย

วิธีรับประทาน

เป็นของหวานชนิดหนึ่งเก็บไว้ทานเป็นของว่าง

วิธีเก็บ

เก็บในน้ำเชื่อมปิดฝาขวดให้สนิท เก็บได้นาน 3-4 เดือน

สรรพคุณ

สมอไทยนอกจากคุณประโยชน์ทางยาสมุนไพรแล้ว  ยังนำมาเป็นส่วนในน้ำผลไม้รวมได้อีกด้วย โดยนำเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อนำมาปั่นรวมกับผลไม้อื่น แคลเซียมในสมอไทยช่วยในการบำรุงกระดูกและฟัน  วิตามินเอช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ  และวิตามินซีสร้างแรงยืดหยุ่นให้ผิวหน้า ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด อีกด้วย ว้าววว!

น้ำข้าว กับ น้ำซาวข้าว คืออะไร  

  1. น้ำข้าว คือ น้ำที่เกิดจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ  ซึ่งจะต้องใช้หม้อใส่ข้าวสารตั้งบนเตาถ่าน  กระบวนการเริ่มต้นโดยล้างหรือซาวข้าวเพื่อขจัดฝุ่นผงและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ออก  จนกระทั่งน้ำล้างข้าวใสแล้ว  จึงเติมน้ำปริมาณมากลงไป  ต้มให้เดือด ช่วงนี้ต้องหมั่นคนอย่าให้เมล็ดข้าวติดก้นหม้อ ต้มจนเมล็ดข้าวเริ่มแตกจนสุกนิ่มไปทั้งเมล็ด หรือเห็นเมล็ดข้าวยังมีไตขุ่นๆเป็นจุดเล็กๆ อยู่ภายใน จึงรินน้ำออก  เรียกขั้นตอนนี้ว่า เช็ดน้ำข้าวหรือน้ำข้าว  ส่วนหม้อที่ใช้หุงข้าวที่ใช้ต้องมีหูสองข้างและฝาหม้อต้องมีหูอยู่ตรงกึ่งกลาง เวลาเช็ดน้ำใช้ไม้ขัดฝาหม้อแทงขัดร้อยหูหม้อและฝาหม้อเอาไว้  จากนั้นเอียงหม้อเทน้ำข้าวออกจนหมด แล้วนำหม้อข้าวไปตั้งไปตั้งไฟอ่อนๆ เพื่อให้น้ำในหม้อข้าวแห้งสนิท เรียกว่า ดงข้าว จนสุกหรือ จะทำแบบง่ายๆ อีกวิธี คือ ใช้ข้าวสาร 2 กำมือ กับน้ำ 4 ถ้วยตวง  นำไปต้มจนเดือดแล้วเคี่ยวต่อ  ใช้เวลาทั้งสิ้นตั้งแต่เริ่มหุงประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที เมล็ดข้าวจะแตกและเปื่อย  ลักษณะเหมือนโจ๊ก แล้วยกลงจะมีน้ำข้าว ที่เหลือประมาณ 1 ถ้วยครึ่ง 
  1. น้ำซาวข้าว คือ เป็นน้ำที่ได้จากการล้างข้าวก่อนนำไปหุง ปกติจะล้างข้าวไม่เกิน 1-2 ครั้ง เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินที่อยู่ในข้าว ให้ใช้น้ำที่ 2 มาใช้แช่อิ่มสมอไทย

 

ภาพประกอบจาก www.gotoknow.org